วันนี้เรามาพูดถึงความต้องการสารอาหาร...ของแฮมสเตอร์ การที่เราให้อาหารจำเจ หรืออาหารที่ไม่มีประโยชน์ ทุกๆวัน บางครั้งเราไม่เห็นผลทันตา แต่มันจะเกิดการสะสมไปเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งที่แฮมสเตอร์แสดงออกมาว่า เขาป่วย การที่เราให้อาหารกับเขา เขาไม่สามารถบอกเราได้ว่า อันนี้เขากินไม่ได้ไม่ใช่อาหารของเขา แต่ที่เขากินเพราะเขาเลือกไม่ได้ ถ้าเขาไม่กินสิ่งที่เราให้ เขาก็ต้องอดตาย
ดังนั้น ในเมื่อเราเลี้ยงเขาแล้ว เราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา เลือกอาหารที่เป็นประโยชน์ และเป็นอาหารของเขา เพื่อที่จะให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ
สารอาหารที่จะพูดถึงวันนี้ ไม่จำเป็นจะต้องให้เป๊ะๆตามนี้ แต่ก็ควรที่จะรู้ไว้ว่าร่างกายของแฮมสเตอร์ เขาสามารถรับสารอาหารแต่ละประเภทในปริมาณเท่าใด
ปริมาณน้ำที่ดื่ม
แฮมสเตอร์ใหญ่ เพศผู้ 15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 100 กรัม/วัน เพศเมีย 14 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 100 กรัม/วัน
แฮมสเตอร์แคระ เพศผู้ 11.4 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 100 กรัม/วัน เพศเมีย 12.9 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 100 กรัม/วัน
ไขมัน
ปริมาณที่ควรได้รับประมาณ 3.1-5.0%ต่อปริมาณอาหารที่ได้รับใน 1 วัน ถ้าเกินกว่านี้จะทำให้แฮมสเตอร์อายุสั้น แต่ห้ามให้อาหารปลอดไขมัน เพราะแฮมสเตอร์ต้องการวิตามินที่ละลายในไขมัน
วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
"เตรียมตัวอย่างไร?" เมื่อแฮมสเตอร์ท้อง....
มีหลายๆคนคงเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ วันดีคืนดีก็มีเจลี่แบร์แดงๆ ออกมานอนอยู่ในกรงแฮมสเตอร์ของเรา และก็จะเกิดคำถามขึ้นว่า ท้องเมื่อไหร่? ท้องตอนไหน? ดูยังไงว่าท้อง? อ้าวคลอดแล้วเราต้องทำอะไรบ้าง? ต้องเปลี่ยนที่อยู่ให้เขาไหม? แบรๆๆ และคำถามอีกมากมาย งั้นวันนี้เราก็มารู้จักวิธีสังเกตว่าแฮมสเตอร์ของเรานั้นม้องหรือเปล่า และถ้าท้องแน่ๆแล้วเราต้องทำอย่างไรบ้าง
วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ธรรมชาติและปัญหาของแฮมสเตอร์
หลายๆท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้งเมื่อเราเลี้ยงแฮมสเตอร์ก็นำความกังวลมาสู่เรานอกเหนือจากความน่ารักน่าชัง แต่ความกังวัลที่มีมานั้นหากว่าเรารู้และมีแนวทางแก้ไข สิ่งเหล่านี้ย่อมคลายกังวลไปได้อย่างมาก ซึ่งความกังวลเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็จะมาจากเรื่องต่อไปนี้
การกินพวกเดียวกัน
หลายๆครั้งที่แฮมสเตอร์ตัวแม่ได้ให้กำเนิดลูกน้อยออกมา และในเวลาไม่นานลูกน้อยบางตัวก็จะถูกแม่กินไป การที่แฮมสเตอร์กินลูกตัวเองนั้น เกิดจากหลายๆสาเหตุ เช่น แม่หนูยังเด็กเกินไป ไม่พร้อมที่จะมีลูก เกิดความเครียด วิตกกังวล ซึ่งส่วนใหญ่จะพบบ่อยในแม่หนูแฮมสเตอร์ที่อายุน้อยกว่า 4 เดือน บางที่อาจตั้งท้องมาจากร้านขาย และยังมีเหตุผลอื่นๆที่ทำให้แม่หนูกินลูก เช่น ลูกที่ออกมาไม่แข็งแรง พิการ มีลูกมากเกินไป และโดนรบกวนโดยเจ้าของ หรือสัตว์อื่น มีกลิ่นคนติดลูก การที่แม่หนูทำลายลูกตัวเองก็เพราะความปลอดภัย ดังนั้นเราควรปล่อยเค้าให้อยู่เงียบๆ ไม่ต้องไปคอยส่องคอยดู เรามีหน้าที่ให้อาหารให้น้ำ และเมื่อลูกหนูโตได้สัก 2 สัปดาห์ เราค่อยไปสำรวจว่าเค้าเป็นอย่างไร ที่เค้าอยู่สกปรกมั้ย ค่อยๆเปลี่ยนทำความสะอาด แต่ย้ำว่าให้ลูกหนูมีอายุ 2 สัปดาห์ขึ้นไปนะค่ะ ถึงค่อยไปยุ่งกับเค้า
การทอดทิ้งลูกของแม่แฮมสเตอร์
หลายๆคนเมื่อแม่หนูคลอดลูก ก็จะเริ่มมีคำถามเข้ามา ทำไมแม่หนูถึงไม่เลี้ยงลูกล่ะ ทำไมแม่หนูถึงชอบไปนอนคนละมุมกับลูก ...แฮมสเตอร์เป็นสัตว์ที่ตื่นตัวตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาที่เค้าท้อง แต่เขาก็จะหมั่นเข้ารังไปดูลูกน้อยเค้าอยู่เสมอ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบว่าแม่หนูทอดทิ้งลูกไปเลย เช่นไปทำรังและอาศัยอยู่อีกที่ไปเลย และไม่กลับมาดูแลลูกต่อ อย่างน้อย 1 วัน เราอาจจะต้องหาแม่บุญธรรมให้ลูกหนูใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยลูกหนูไว้กับแม่อีกวัน แล้วพบว่าลูกน้อยยังมีชีวิตรอด แสดงว่าแม่หนูเค้าจะเข้ามาเลี้ยงในขณะที่เราไม่ไปยุ่งกับเค้า และด้วยเหตุนี้ เราจึงควรปล่อยแม่หนูที่กำลังเลี้ยงอ่อนๆไว้ในที่เงียบสงบ ไม่สิ่งรบกวน และปลอดภัย
การกินพวกเดียวกัน
หลายๆครั้งที่แฮมสเตอร์ตัวแม่ได้ให้กำเนิดลูกน้อยออกมา และในเวลาไม่นานลูกน้อยบางตัวก็จะถูกแม่กินไป การที่แฮมสเตอร์กินลูกตัวเองนั้น เกิดจากหลายๆสาเหตุ เช่น แม่หนูยังเด็กเกินไป ไม่พร้อมที่จะมีลูก เกิดความเครียด วิตกกังวล ซึ่งส่วนใหญ่จะพบบ่อยในแม่หนูแฮมสเตอร์ที่อายุน้อยกว่า 4 เดือน บางที่อาจตั้งท้องมาจากร้านขาย และยังมีเหตุผลอื่นๆที่ทำให้แม่หนูกินลูก เช่น ลูกที่ออกมาไม่แข็งแรง พิการ มีลูกมากเกินไป และโดนรบกวนโดยเจ้าของ หรือสัตว์อื่น มีกลิ่นคนติดลูก การที่แม่หนูทำลายลูกตัวเองก็เพราะความปลอดภัย ดังนั้นเราควรปล่อยเค้าให้อยู่เงียบๆ ไม่ต้องไปคอยส่องคอยดู เรามีหน้าที่ให้อาหารให้น้ำ และเมื่อลูกหนูโตได้สัก 2 สัปดาห์ เราค่อยไปสำรวจว่าเค้าเป็นอย่างไร ที่เค้าอยู่สกปรกมั้ย ค่อยๆเปลี่ยนทำความสะอาด แต่ย้ำว่าให้ลูกหนูมีอายุ 2 สัปดาห์ขึ้นไปนะค่ะ ถึงค่อยไปยุ่งกับเค้า
การทอดทิ้งลูกของแม่แฮมสเตอร์
หลายๆคนเมื่อแม่หนูคลอดลูก ก็จะเริ่มมีคำถามเข้ามา ทำไมแม่หนูถึงไม่เลี้ยงลูกล่ะ ทำไมแม่หนูถึงชอบไปนอนคนละมุมกับลูก ...แฮมสเตอร์เป็นสัตว์ที่ตื่นตัวตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาที่เค้าท้อง แต่เขาก็จะหมั่นเข้ารังไปดูลูกน้อยเค้าอยู่เสมอ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบว่าแม่หนูทอดทิ้งลูกไปเลย เช่นไปทำรังและอาศัยอยู่อีกที่ไปเลย และไม่กลับมาดูแลลูกต่อ อย่างน้อย 1 วัน เราอาจจะต้องหาแม่บุญธรรมให้ลูกหนูใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยลูกหนูไว้กับแม่อีกวัน แล้วพบว่าลูกน้อยยังมีชีวิตรอด แสดงว่าแม่หนูเค้าจะเข้ามาเลี้ยงในขณะที่เราไม่ไปยุ่งกับเค้า และด้วยเหตุนี้ เราจึงควรปล่อยแม่หนูที่กำลังเลี้ยงอ่อนๆไว้ในที่เงียบสงบ ไม่สิ่งรบกวน และปลอดภัย
วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
"ยา...ต้องห้าม" สำหรับแฮมสเตอร์
เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย "ยา" เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยรักษาให้อาการเจ็บป่วยหายได้ แต่ยาบางชนิดเป็นอันตราย และเป็นยาต้องห้ามสำหรับแฮมสเตอร์ เพราะยาปฏิชีวนะบางตัวเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง หรืออาจเป็นพิษต่อแฮมสเตอร์ได้ จึงไม่ควรนำมาใช้กับแฮมสเตอร์อย่างเด็ดขาด
ยาปฏิชีวนะที่เป็นอันตรายต่อแฮมสเตอร์มีดังนี้
- Amoxycillin (ตัวนี้จะอยู่ในยาแก้อักเสบ ตัวนี้ผู้เขียนเองก็แพ้)
- Ampicillin
- Carbenicillin
- Cefoxitin
- Cephalexin
- Chloramphenicol
- Clindamycin
- Dihydrostreptomycin
- Erythromycin
- Gentamicin
- Lincomycin
- Penicillin
- Streptomycin
- Tetracyline
- Vancomycin
(ตัวยาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อต่างๆ)
ยาปฏิชีวนะที่เป็นอันตรายต่อแฮมสเตอร์มีดังนี้
- Amoxycillin (ตัวนี้จะอยู่ในยาแก้อักเสบ ตัวนี้ผู้เขียนเองก็แพ้)
- Ampicillin
- Carbenicillin
- Cefoxitin
- Cephalexin
- Chloramphenicol
- Clindamycin
- Dihydrostreptomycin
- Erythromycin
- Gentamicin
- Lincomycin
- Penicillin
- Streptomycin
- Tetracyline
- Vancomycin
(ตัวยาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อต่างๆ)
"โรคภัยไข้เจ็บ..." ของเจ้าหนูแฮมสเตอร์
"ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" แต่ทุกชีวิตล้วนต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ว่าจะมนุษย์หรือสัตว์ก็ตาม...
สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแฮมสเตอร์ ก็ต้องมีการเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งโรคที่จะพบในแฮมสเตอร์ก็มีไม่กี่โรค การรักษาก็ตามอาการตามโรคที่เป็ร แต่เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ แต่เมื่อแฮมสเตอร์เกิดป่วยขึ้นมาล่ะเราต้องทำอย่างไร? ...ที่นี่มีคำตอบ
โรคหางเปียก
โรคหางเปียกนับว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับแฮมสเตอร์ก็ว่าได้
โรคหางเปียกเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการขาดสมดุลของแบคทีเรียในกระเพาะอาหารของแฮมสเตอร์ หรือเกิดจากความเครียด เช่นการเปลี่ยนที่อยู่ใหม่
ลักษณะอาการของโรค จะมีการถ่ายเหลวซึ่งจะคล้ายๆกับโรคท้องเสียธรรมดา แต่ท้องเสียธรรมดาอุจาระจะเลอะแค่บริเวณก้น แต่ถ้าเลอะตั้งแต่ก้นจนถึงโคนหาง อุจาระมีสีอ่อน นิ่มเหลว บางครั้งเป็นเมือก มีกลิ่นเหม็นมากกว่าปกติ มีอาการเซื่องซึม อ่อนเพลีย กรีดร้องอย่างเจ็บปวด ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโรคหางเปียก
ระยะเวลาของโรค หลังจากแสดงอาการประมาณ 7 วัน แฮมสเตอร์ก็จะเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง
สิ่งที่ควรทำทันทีที่เห็นอาการ ให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่าให้ยาปฏิชีวนะสำหรับอาการท้องเสียธรรมดา เพราะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น
สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแฮมสเตอร์ ก็ต้องมีการเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งโรคที่จะพบในแฮมสเตอร์ก็มีไม่กี่โรค การรักษาก็ตามอาการตามโรคที่เป็ร แต่เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ แต่เมื่อแฮมสเตอร์เกิดป่วยขึ้นมาล่ะเราต้องทำอย่างไร? ...ที่นี่มีคำตอบ
โรคหางเปียก
โรคหางเปียกนับว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับแฮมสเตอร์ก็ว่าได้
โรคหางเปียกเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการขาดสมดุลของแบคทีเรียในกระเพาะอาหารของแฮมสเตอร์ หรือเกิดจากความเครียด เช่นการเปลี่ยนที่อยู่ใหม่
ลักษณะอาการของโรค จะมีการถ่ายเหลวซึ่งจะคล้ายๆกับโรคท้องเสียธรรมดา แต่ท้องเสียธรรมดาอุจาระจะเลอะแค่บริเวณก้น แต่ถ้าเลอะตั้งแต่ก้นจนถึงโคนหาง อุจาระมีสีอ่อน นิ่มเหลว บางครั้งเป็นเมือก มีกลิ่นเหม็นมากกว่าปกติ มีอาการเซื่องซึม อ่อนเพลีย กรีดร้องอย่างเจ็บปวด ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโรคหางเปียก
ระยะเวลาของโรค หลังจากแสดงอาการประมาณ 7 วัน แฮมสเตอร์ก็จะเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง
สิ่งที่ควรทำทันทีที่เห็นอาการ ให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่าให้ยาปฏิชีวนะสำหรับอาการท้องเสียธรรมดา เพราะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)